ปัพพโปมคาถา

วันที่ 07 สค. พ.ศ.2560

ปัพพโปมคาถา

 

 

(มรณภัย)

๒๘  มีนาคม ๒๔๙๗

นโม.....

ยถาปิ เสลา วิปุลา.....

 

                       พระสูตรนี้แสดงถึงความแก่และความตายที่ครอบงำสัตว์ทั้งหลายให้สิ้นไป โดยอาศัยภูเขาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ

                       หญิงชายที่เกิดมา ย่อมแปรไปทุกอนุวินาที จนกระทั่งดับสูญ ถ้าไม่มีบุญวาสนาเต็มด้วยฤทธิ์แล้ว ไม่ถึงปลายชีวิตสักคน น่าสลดใจนัก

                       ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงเทศนาไว้ว่า

                      ยถาปิ เสลา วิปุลา ภูเขาทั้งหลายล้วนแล้วด้วยศิลาอันไพบูลย์สูงจรดฟ้าหมุนบดสัตว์เข้ามาโดยรอบทั้ง ๔ทิศ แม้ฉันใด ความแก่และความตายย่อมท่วมท้นสัตว์ทั้งหลายฉันนั้น ฯลฯ

ขยายความ 

                       พระพุทธองค์ทรงเปรียบว่า ภูเขาศิลาตันทึบไม่มีช่องน้ำหรือโพรง กลิ้งมาจาก ๔ทิศ บดเข้ามาจรดกันตรงกลาง แม้แต่มด เล็น ต้นหญ้าย่อมไม่เหลือ กลิ้งเข้ากลิ้งออกอยู่อย่างนี้ เหมือนชีวิตที่เกิดมาแล้วก็ต้องแก่ตาย ความแก่และความตาย ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งสิ้นให้วินาศทั้งกษัตริย์ พราหมณ์พลเรือน ฯลฯ

                       "อันใครๆ ไม่อาจจะชนะความแก่และความตายด้วยการรบด้วยเวทมนต์ หรือการรบด้วยทรัพย์ จะเอาชนะความแก่และความตายไม่ได้เลย"

                        บัณฑิตผู้เห็นประโยชน์ตน จึงควรศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บุคคลใดประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา ใจ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อม สรรเสริญ ละโลกไปแล้วย่อมบันเทิงใน สวรรค์

                        วันคืนล่วงไป ชีวิตจิตใจ ความเป็นอยู่ของเราล่วงตามไปด้วย ดังนั้นเกิดมาแล้วต้องไม่ถอย หลังหรือห่วงหน้าพะวงหลัง รอใครไม่ได้ทั้งนั้น

                        "ชีวิตที่เป็นอยู่ ๑๐๐ ปี พอหมดไปเสียวันหนึ่ง ก็ขาด ๑๐๐ ปีไปวันหนึ่งแล้ว ลดคืนหนึ่ง ผ่านร้อยปีไปคืนหนึ่งแล้ว หมดเสียวันกับคืนหนึ่ง ขาดร้อยปีไปวันกับคืนหนึ่งแล้ว อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปเท่าไร ชีวิตก็หมดไปเท่านั้น"

ใครทำให้เป็นเช่นนั้น

                        สภาพความเป็นเองปรุงแต่ง หรือใครปรุงแต่งทั่วทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาล ตลอดนิพพาน ภพสาม โลกันต์ ไม่รู้กันทั้งนั้นว่าเพราะอะไรแต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว

                        "พญามารนั่นเอง เป็นคนทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน" เพราะธรรมดาของการเกิดไม่ได้เดือดร้อน คลอดลูกเหมือนการขับถ่ายธรรมดา "ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์ส่งเดชส่งอำนาจส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์มาบังคับบัญชาให้เป็นไป" เช่น แม่ตาย พ่อก็จะขอตายตามแม่ เลยไปกระโดดน้ำตาย เป็นต้นที่ทำเช่นนี้สำหรับประหัตประหารฝ่ายพระ

                       "ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ขาดสาย"

                       "นี่ใครทำ พญามารทั้งนั้นไม่ใช่ใคร ไม่มีใครรู้ แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียวในเรื่องนี้ว่า พญามารเขาคอยบีบคั้นอยู่ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย"

                       พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงเทศนาไว้ว่า

                       น ตตฺถ หตฺถีนํ ภูมิ  ภูมิเป็นที่ไปของช้างทั้งหลายของรถทั้งหลาย หรือคนเดินเท้าในความแก่และความตายนั้น ย่อมไม่มีใครจะไปสู้รบกับความแก่ความตายได้

                       เพราะภูมิทางไปรบ หนทางที่จะเข้าไปรบที่จะยกพลรบไม่มี หนทางช้างก็ไม่มีเข้าไป หนทางรถทางเดินเท้า ก็ไม่มี ใครๆ ไม่อาจชนะความแก่ ความตายนั้นด้วยการสู้รบ ด้วยเวทมนต์ คาถาวิชชาพราหมณ์ หรือจะเอาทรัพย์ไปไถ่ถอนตัว ก็แก้ไม่ได้

                       "แต่ว่ามีแก้อยู่ที่วัดปากน้ำ วิชชาธรรมกายไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด ไปเห็นความแก่ ความตาย เวลานี้เขาว่า สมภารวัดปากน้ำกำลังสู้กับความแก่ ความตายสู้จริงๆ ผู้เศน์นี่แหละ ๒๒ ปี  ๘ เดือน  ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรผู้ความแก่ความตายไม่ได้ถอยกันเลย พญามัจจุราชมีเท่าไรจับกันหมด ตรึงกันหมดลงโทษกันหมดทีเดียว มีเท่าไรไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้ จะแก้ความแก่ความเจ็บ ความตายใหม่ ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย"

                      จะทำให้ไม่มีแก่ เจ็บ ตาย เพื่อเกิดเป็นมนุษย์จนโต มีแต่ร่างกายสวยงามขึ้น ไม่ถอยกลับจนครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอรหัต ไม่ต้องไปทรมาน ให้เหนื่อยยากลำบากครบกำหนดก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหัต เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดกายทุกกาย ไปทั้งดุ้น ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายธรรมอรหัตละเอียด

                      " สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบความแก่ความตาย รบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นละ ยอมตายไม่ถอยกันเลย"

                      การสู้รบเช่นนี้ ไม่มีใครเคยได้ยิน

                       "หมดทั้งชมพูทวีป แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายที่ไหนๆ ไม่มีเลย แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ นี่มารู้จักแล้วที่วัดปากน้ำ ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่า สมภารวัดปากน้ำทำอะไร นี่อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี อยู่วัดปากน้ำทำวิชชานี้ ๒๒ ปี  เดือน ๙  วันวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อยๆ รู้จริงจังลงไปไม่มี มีก็ผู้ที่ทำวิชชาด้วยกัน"

                        "เราต้องสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่งให้สมควรทีเดียว พวกที่เป็นแล้วตั้งใจแน่วแน่ว่าตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ถอยละ เกิดมาเราพบวิชชานี้ เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น เราจะหันสู้วิชชานี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ถึง หมดเจ็บ หมด แก่หมดตายของพญามารให้ได้ ให้พญามารแพ้ให้ได้ พญามารแพ้เด็ดขาด เมื่อเวลาไรเวลานั้นหมดุกข์ในโลกเท่าปลายผม ปลายขนก็ไม่มี มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพานสุขขนาดนั้น"

                          พระพุทธเจ้าในนิพพานไม่ได้หยุดเลย ผจญกับพญามารทุกอนุวินาทีต้องทำนิโรธ ให้ละเอียดอ่อนไว้ ถ้าละเอียดไม่ทัน เขาก็บังคับด้วยความแก่ บังคับไม่ให้รู้ บังคับในไส้ธาตุไส้ธรรม เห็นจำคิดรู้ต้องใช้ญาณบังคับหมด

                          "รู้ตัวว่าเป็นทาสพญามารอยู่เช่นนี้ ก็ต้องช่วยรีบเปลื้องตัว ต้องรีบพยายามแก้ตัว ถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้ ก็จะไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย"

                          พญามารไม่ได้เว้นผู้หนึ่งผู้ใดให้เหลือ เพราะเหตุนั้นผู้มีปัญญาจะทำอย่างไร

                          ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต  เพราะเหตุนั้นบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อมาเห็นประโยชน์ของตนแล้วผู้ทรงปัญญา ควรตั้งความเชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

                          โย ธมฺมจารี  บุคคลใดเป็นผู้ประพฤติธรรม ด้วยกาย วาจา ใจ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อม สรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ีเดียว

                          เปจฺจ  บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ ด้วยประการดังนี้

                          ผู้ทรงปัญญาจึงตั้งความเชื่อไว้ที่พระรัตนตรัย และจะตั้งที่ไหน

                          หลวงพ่อวัดปากน้ำถามพระรูปหนึ่งที่บวชมาแล้ว ๓๓ พรรษา ว่าหากระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระประธานที่เจ้าภาพสร้างมา จะเอาใจจรดที่ไหนเพราะถ้าจรดที่อุณาโลมก็ไปเจอแต่ทองรัก ทองเหลืองทองแดง หรือทราย อย่างนั้นไม่ถูกที่ถูกต้องจรดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้วหยุดนิ่งต่อ จรดต่อไป ถึงกายมนุษย์ละเอียด จนกระทั่งถึงกายธรรมอรหัตละเอียด

                           "ถ้าว่าเข้าถึงกายพระอรหัตละเอียดหยุดนิ่ง อยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัตละเอียดที่ตั้งของใจที่จรดของใจ เรียกว่า ถูกพุทธรัตนะ ถูกธรรมรัตนะ ถูกสังฆรัตนะ ตัวจริงทีเดียว"