เรื่อง ท้าวสักกเทวราชกับเหง้าบัวพระฤาษี

วันที่ 17 กค. พ.ศ.2562


เรื่อง ท้าวสักกเทวราชกับเหง้าบัวพระฤาษี

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี  พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง มีสมบัติมากถึง ๘๐ โกฏิ. เขามีบุตร พวกญาติพากันขนานนามบุตรนั้นว่า มหากาญจนกุมาร. ครั้นเมื่อกุมารเดินได้ พราหมณ์ก็มีบุตรอีกคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า อุปกาญจนกุมาร โดยลำดับอย่างนี้ เขามีบุตรถึง ๗ คน. แต่คนสุดท้องเป็นบุตรี พวกญาติขนานนามว่า กาญจนเทวี.
มหากาญจนกุมารโตขึ้น เรียนศิลปะทั้งปวงมาจากเมืองตักกศิลา. ครั้งนั้นมารดาบิดาปรารถนาจะผูกพันบุตรไว้ด้วยฆราวาส พูดกันว่า เราจะสู่ขอทาริกาจากสกุลที่มีกำเนิดเสมอกันให้เจ้า เจ้าจงดำรงฆราวาสเถิด.
เขาบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมไม่ต้องการครองเรือน เพราะภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่ผม ว่ามีภัยน่าสะพรึงกลัวเหมือนไฟติดอยู่ทั่ว ๆ ไป เป็นเครื่องจองจำเหมือนเรือนจำ เป็นของพึงเกลียดชังอย่างยิ่งเหมือนกับแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่เทของโสโครก ผมไม่เคยเห็นเมถุนธรรมแม้แต่ความฝัน บุตรคนอื่น ของท่านมีอยู่ โปรดบอกให้เขาครองเรือนต่อไปเถิด
บิดามารดาอ้อนวอนบ่อย ๆ ส่งพวกสหายไปอ้อนวอนก็ไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจของบุตรได้  ครั้งนั้นพวกสหายพากันถามว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านปรารถนาอะไร จึงไม่อยากจะบริโภคกามคุณ.
เขาบอกอัธยาศัยในการออกจากกามแก่สหาย
มารดาบิดาฟังเรื่องนั้นแล้วก็ขอร้องบุตรที่เหลือ.
บุตรเหล่านั้นต่างก็ไม่ต้องการ. แม้กาญจนเทวีก็ไม่ต้องการเหมือนกัน.
ไม่นานมารดาบิดาก็ถึงแก่กรรม. มหากาญจนบัณฑิต ครั้นกระทำกิจที่ต้องทำให้แก่มารดาบิดาแล้ว ก็ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนขัดสนด้วยทรัพย์ ๘๐ โกฏิ แล้วชวนน้องชาย ๖ คนและน้องสาว ทาสชายคนหนึ่ง ทาสหญิงคนหนึ่ง และสหายคนหนึ่ง ออกมหาภิเนษกรมณ์เข้าสู่ป่าหิมพานต์.
ท่านเหล่านั้นอาศัยสระปทุมในป่าหิมพานต์นั้นสร้างอาศรม ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมณ์แล้วพากันบวชเลี้ยงชีพด้วยมูลผลาหารในป่า.
ท่านเหล่านั้นไปป่าก็ไปร่วมกัน ผู้หนึ่งพบต้นไม้หรือใบไม้ ณ ที่ใด ก็เรียกคนอื่น ๆ ไป ณ ที่นั้น ต่างพูดกันถึงเรื่องที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้นไปพลาง เลือกเก็บผลไม้ใบไม้ไปพลาง เป็นเหมือนที่ทำงานของชาวบ้าน.
ดาบสมหากาญจน์ผู้อาจารย์ ดำริว่า อันการเที่ยวแสวงหาผลาผลด้วยอำนาจความคะนองเช่นนี้ ดูไม่เหมาะแก่พวกเราผู้ทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิมาบวชเสียเลย ตั้งแต่นี้ไปเราคนเดียวจักหาผลไม้มาเอง. พอถึงอาศรมแล้วท่านก็เรียกดาบสเหล่านั้นทุกคนมาประชุมกันในเวลาเย็น แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบแล้วกล่าวว่า พวกเธอจงอยู่ทำสมณธรรมกันในที่นี้แหละ ฉันจักไปหาผลาผลมา
ครั้งนั้นดาบสที่เหลือ พากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวก ข้าพเจ้าพากันอาศัยท่านบวช ท่านจงกระทำสมณธรรม ณ ที่นี้แหละ น้องสาวของพวกเราก็ต้องอยู่ที่นี้เหมือนกัน ทาสีเล่าก็ต้องอยู่ในสำนักของน้องสาวนั้น พวกข้าพเจ้า ๘ คนจักผลัดกันไปนำผลาผลมา ท่านทั้งสามคนเป็นผู้พ้นวาระ แล้วรับปฏิญญา.
ตั้งแต่บัดนั้น คนทั้ง ๘ ก็ผลัดกันวาระละหนึ่งคน หาผลาผลมา. ที่เหลือคงอยู่ในศาลาของตนนั้นเอง ไม่จำเป็นก็ไม่ได้รวมกัน. ผู้ที่ถึงวาระหาผลาผลมาแล้ว ก็แบ่งเป็น ๑๑ ส่วน แล้วตีระฆัง ถือเอาส่วนแบ่งของตนเข้าไปที่อยู่. ดาบสที่เหลือพากันออกมาด้วยเสียงระฆังอันเป็นสัญญา ไม่กระทำเสียงเอะอะ เดินไปด้วยท่าทางอันแสดงความเคารพ ถือเอาส่วนแบ่งที่จัดไว้เพื่อตน แล้วไปที่อยู่ฉันแล้วทำสมณธรรมต่อไป.
กาลต่อมา ดาบสทั้งหลายนำเหง้าบัวมาฉัน พากันมีตบะรุ่งเรือง มีตบะแก่กล้า ชำนะอินทรีย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ต่างกระทำกสิณกรรมอยู่.
ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหวด้วยเดชแห่งศีลของดาบสเหล่านั้น. ท้าวสักกะเล่าก็ยังทรงระแวงอยู่นั้นเองว่า ฤาษีเหล่านี้ยังน้อมใจไปในกามอยู่หรือไม่. ท้าวเธอทรงดำริว่า เราจักคอยจับผิดฤาษีเหล่านี้

ข้อคิด
เราอยู่ในสายตาของชาวสวรรค์  ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เมื่อจะทำบาปอกุศลสิ่งใด ควรมีความระมัดระวัง เกรงกลัวต่อสายตาของผู้ที่มองไม่เห็นด้วย แต่ที่สำคัญให้มีหิริโอตตัปปะเกิดขึ้นในใจของเราเองจะดีที่สุด

Cr.ขุนพลไร้เงา
ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย