เรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน

วันที่ 19 กค. พ.ศ.2562

เรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน 

            เล่ากันมาว่า บุตรเศรษฐีคนหนึ่ง เกิดแล้วในตระกูลผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิในกรุงพาราณสี. ครั้งนั้น มารดาบิดาของเขาคิดว่า ในตระกูลของเรามีโภคะสมบัติเป็นอันมาก เราจะมอบโภคะสมบัตินั้นไว้ในมือบุตรของเรา ให้เขาใช้สอยอย่างสบาย  ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการงานอย่างอื่น  ดังนี้แล้วจึงให้เขาศึกษาเพียงศิลปะการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรีอย่างเดียว.
ในพระนครนั้น มีธิดาคนหนึ่งเกิดแล้วในตระกูลอีกตระกูลหนึ่ง ซึ่งมีสมบัติ ๘๐ โกฏิเช่นกัน         บิดามารดาของนางก็คิด อย่างนั้นเหมือนกัน แล้วก็ให้นางศึกษาศิลปะการฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรีอย่างเดียวเท่านั้น.
            เมื่อเขาทั้งสองเจริญวัย ก็ได้มีการอาวาหวิวาหมงคลกัน ต่อมาภายหลัง มารดาบิดาของคนทั้งสองได้ถึงแก่กรรมลง. ทรัพย์ ๑๖๐ โกฏิ ก็ได้รวมอยู่ในเรือนเดียวกันทั้งหมด.
            บุตรเศรษฐี ย่อมไปสู่ที่บำรุงพระราชาวันหนึ่งถึง ๓ ครั้ง ครั้งหนึ่งพวกนักเลงในพระนครนั้น คิดกันว่า ถ้าบุตรเศรษฐีนี้ กลายเป็นนักเลงสุราความผาสุกก็จะมีแก่พวกเรา เราจะให้เธอเรียนความเป็นนักเลงสุรา. พวกนักเลงนั้นจึงถือเอาสุรา มัดเนื้อสำหรับแกล้ม และก้อนเกลือไว้ที่ชายผ้า ถือหัวผักกาด นั่งแลดูทางของบุตรเศรษฐีนั้น ผู้มาจากราชสกุล เห็นเขากำลังเดินมา จึงดื่มสุรา เอาก้อนเกลือใส่ปาก กัดหัวผักกาด กล่าวว่า จงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปีเถิด นายเศรษฐี พวกผมอาศัยท่าน ก็พึงสามารถในการเคี้ยวและการดื่ม. "
            บุตรเศรษฐีฟังคำของพวกนักเลงนั้นแล้ว จึงถามคนใช้สนิทผู้ตามมาข้างหลังว่า พวกนั้น ดื่มอะไรกัน ?
            น้ำดื่มชนิดหนึ่ง นาย.
            มีรสชาติอร่อยหรือ ?
            นาย ธรรมดาน้ำที่ควรดื่ม เช่นกับน้ำดื่มนี้ ไม่มีในโลกที่เป็นอยู่นี้.
            บุตรเศรษฐีพูดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้เราก็ควรดื่ม ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว จึงให้นำมาแต่นิดหน่อยแล้วก็ดื่ม ต่อมาไม่นานนัก นักเลงเหล่านั้นรู้ว่าบุตรเศรษฐีนั้นดื่มแล้ว จึงพากันห้อมล้อมเขา เมื่อกาลล่วงไปก็ได้มีบริวารหมู่ใหญ่.
บุตรเศรษฐีนั้น ให้นำสุรามาจ่ายทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๒๐๐ บ้าง ดื่มอยู่ ตั้งกองกหาปณะไว้ในที่นั่งเป็นต้นโดยลำดับ ดื่มสุรากล่าวว่า จงนำเอาดอกไม้มา แล้วจ่ายกหาปณะนี้, จงนำเอาของหอมมา จ่ายกหาปณะนี้, ผู้นี้ฉลาดในการขับร้อง, ผู้นี้ฉลาดในการฟ้อนรำ ผู้นี้ฉลาดในการประโคมดนตรี, จงให้ทรัพย์ ๑ พันแก่ผู้นี้, จงให้ทรัพย์ ๒ พันแก่ผู้นี้, " เมื่อใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอย่างนั้น เวลาผ่านไปไม่นานนัก ทรัพย์ ๘๐ โกฏิ อันเป็นของตนก็หมดไป
            เหรัญญิกเรียนว่า "นาย ทรัพย์ของนายหมดแล้ว, "
            บุตรเศรษฐีกล่าวว่า "ทรัพย์ของภรรยาของข้าไม่มีหรือ ?"
            เขาเรียนว่า"ยังมีอยู่นาย"
            บุตรเศรษฐีจึงสั่งว่า" ถ้ากระนั้น จงเอาทรัพย์นั้นมา" ได้ทำให้ทรัพย์เหล่านั้นหมดสิ้นไปอย่างนั้นเหมือนกัน จากนั้นก็ขายสมบัติของตนทั้งหมดคือนา สวนดอกไม้ สวนผลไม้ ยานพาหนะ  ในที่สุดก็ขายกระทั่งภาชนะเครื่องใช้ เครื่องลาด ผ้าห่ม และผ้าปูนั่งบ้าง โดยลำดับเพื่อนำเงินไปซื้อสุรา.
            ครั้นในเวลาที่เขาแก่ลง เจ้าของเรือนจึงไล่เขาออกจากเรือน ซึ่งเขาขายเรือนของตัว แต่ยังถืออาศัยอยู่ก่อน, เขาพาภรรยาไปอาศัยฝาเรือนของชนอื่นอยู่ ถือชิ้นกระเบื้องเที่ยวไปขอทานปรารภจะบริโภคภัตที่เป็นเดนของชน
            ครั้งนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเขายืนอยู่ที่ประตูโรงฉัน คอยรับโภชนะที่เป็นเดนอันภิกษุหนุ่มและสามเณรให้ในวันหนึ่ง จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ ลำดับนั้นพระอานนทเถระทูลถามถึงเหตุที่ทรงแย้มกะพระองค์.
            พระศาสดา เมื่อจะตรัสบอกเหตุที่ทรงแย้ม จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอจงดูบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากผู้นี้ ผลาญทรัพย์เสีย ๑๖๐ โกฏิ พาภรรยาเที่ยวขอทานอยู่ในนครนี้แล: ถ้าบุตรเศรษฐีไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดสิ้น ประกอบการงานในปฐมวัย, จะได้เป็นเศรษฐีชั้นเลิศในนครนี้แล และถ้าจักออกบวช, จะบรรลุอรหัต, แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในอนาคามิผล,ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดไป จักประกอบการงานในมัชฌิมวัย, ก็จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๒, ออกบวช ก็จักได้เป็นอนาคามี, แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในสกทาคามิผล, ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้สิ้นไป ประกอบการงานในปัจฉิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๓ แม้ออกบวช ก็จักได้เป็นสกทาคามี,แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แต่เดี๋ยวนี้บุตรเศรษฐีนั่นทั้งเสื่อมแล้วจากโภคะของคฤหัสถ์ ทั้งเสื่อมแล้วจากสามัญผล, ครั้นเสื่อมแล้ว จึงเป็นเหมือนนกกะเรียนในเปือกตมแห้งฉะนั้น  ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถาว่า          
            พวกคนเขลา ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ ทรัพย์ในคราวยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมซบเซาดังนกกะเรียนแก่ ซบเซาอยู่ในเปือกตมที่หมดปลาฉะนั้น  พวกคนเขลา ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราวยังเป็นหนุ่มสาว  ย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า เหมือนลูกศรที่ตกจากแล่งฉะนั้น.
            ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล
จบเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน

ประเด็นน่าสนใจ
            โจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้สิบครั้ง ไม่เท่าผีพนันเข้าสิง แต่ผีพนันเข้าสิง ไม่เท่ากับคบมิตรชั่ว เพราะมิตรชั่วจะทำให้หมดสิ้นทุกอย่างทั้งบุญเก่า ทรัพย์สมบัติในปัจจุบัน กระทั่งพาไปสู่อบายได้ เหมือนดังบุตรเศรษฐีและภรรยานั่นเอง
ชีวิตที่ผิดพลาดของบุตรเศรษฐีเกิดจากการคบมิตรชั่ว  แต่หากมองถึงสาเหตุที่แท้จริงจะพบว่า  เป็นเพราะบิดามารดาไม่ได้สั่งสอนนั่นเอง  ไม่สอนให้รู้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว  ไม่ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ 
           

หน้าที่ของบิดามารดาที่พึงปฏิบัติต่อบุตร  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในสิงคาลกสูตรว่า 
            ดูก่อนคหบดีบุตร  มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ
 ๑.ห้ามบุตรจากความชั่ว
 ๒.ให้บุตรตั้งอยู่ในความดี
 ๓.ให้ศึกษาศิลปวิทยา
 ๔. หาภรรยาที่สมควรให้
 ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาที่สมควร
            หากบิดามารดาไม่ทำหน้าที่ทั้ง ๕ ประการดังกล่าวมาแล้วนั้น  นอกจากจะบกพร่องต่อหน้าที่  ยัง      เป็นการทำร้ายบุตรของตนในทางอ้อม 

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย