ขันธปริตร : บทสวดป้องกันอสรพิษร้าย

วันที่ 08 สค. พ.ศ.2562

ขันธปริตร : บทสวดป้องกันอสรพิษร้าย

ขันธปริตร : บทสวดป้องกันอสรพิษร้าย

       ขันธปริตร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหิสูตร"

       เป็นบทสวดป้องกันงูพิษ ได้ชื่อว่า "ขันธปริตร" เพราะเป็นมนต์สำหรับป้องกันตัวจากอสรพิษร้าย มาจากคำว่า "ขันธ์" แปลว่า "กอง" หรือ "หมวด" ในที่นี้หมายถึง ร่างกาย

       มีความเชื่อว่าสวดมนต์บทนี้แล้วสามารถป้องกันอสรพิษได้ทุกชนิด

       เป็นบทสวดแผ่เมตตาให้สัตว์ที่เราเลี้ยงหรืออสรพิษเชื่องไม่ทำร้ายเรา

       เมื่อต้องการสวดโดยย่อ ควรสวดท่อน "อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ" เป็นตันไป

ตำนานบทสวดมนต์

       สาเหตุเกิดจากภิกษุรูปหนึ่งกำลังก่อไฟเพื่อจะผิงในหน้าหนาว ท่านได้นำไม้จากกองไม้ผุมาก่อไฟ ในกองไม้นั้นมีอสรพิษร้ายตัวหนึ่งซ่อนอยู่ด้วยความหนาวเช่นกัน ขณะกำลังหยิบท่อนไม้ออกมา งูก็ฉกกัดพระรูปนั้น จนมรณภาพในทันที

       เรื่องพระถูกงูกัดตายจึงเป็นที่โจษขานไปทั่ววัด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุรูปนั้นคงไม่ได้แผ่เมตตาไปยังพญางูทั้ง ๔ ประเภท คือ พญางูวิรูปักข์ พญางูเอราบถ พญางูฉัพยาบุตร และพญางูกัณหาโคตมะ อย่างแน่นอน จึงตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายแผ่เมตตาจิตไปยังพญางูทั้ง ๔ จำพวก เพื่อคุ้มครองป้องกันตนและยังสามารถป้องกันยาพิษทั้งหลายได้ด้วย และตรัสว่าในอดีต เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ ครั้นเจริญวัยได้ออกบรรพชาเป็นฤๅษี บำ เพ็ญภาวนาจนได้บรรลุอภิญญา ๔ และสมาบัติ ๘ ตามลำดับ แล้วได้เนรมิตอาศรมอยู่ ณ คุ้งนาแห่งหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้เป็นอาจารย์สั่งสอนฤๅษีจำนวนมากด้วย

       ในเวลานั้น ได้มีงูปรากฏขึ้นไล่ลัดฤๅษีทั้งหลายถึงแก่ความตายเป็นอันมาก พวกฤๅษีทั้งหลายจึงได้นำเรื่องนั้นไปแจ้งแก่ฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ ครั้นฤๅษีได้ฟังจึงสั่งให้ฤๅษีเหล่านั้นเจริญเมตตาจิตต่อตระกูลพญางูใหญ่ทั้ง ๔ จำพวก และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายตามลำดับ ตั้งแต่สัตว์ไม่มีเท้า จนถึงสัตว์ที่มีเท้ามากกว่า ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งช่วยป้องกันเราให้ห่างจากสัตว์ร้ายเหล่านั้น ทั้งกลางวันและกลางคืน และขอสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไปเสีย อย่าได้มาเบียดเบียนเราเลย

       ฤๅษีเหล่านั้นก็ไดัพากันเจริญเมตตา และระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์

       ตั้งแต่นั้นมา งูและสัตว์ร้ายทั้งหลายก็มิได้มารบกวนอีกเลย

บทสวดและคำแปล (ย่อ)

สัปปะมาโณ พุทโธ, อัปปะมาโณ ธัมโม, สัปปะมาโณ
สังโฆ,ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที
อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม
ปะริตตา ปะฏิกกะนันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต
นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง

       พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีพระคุณหาประมาณมิได้ พระสงฆ์มีพระคุณหาประมาณมิได้ สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ แมงมุม ตุ๊กแก หนู เหล่านี้ ล้วนมีประมาณ การรักษาเราได้กระทำแล้ว การป้องกันเราก็ได้กระทำแล้ว หมู่สัตว์ร้ายทั้งหลาย จงหลีกไปเสีย เรานั้น ขอกระทำนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอความนอบน้อม จงมีแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๗ พระองค์ฯ

ธรรมะจากบทสวดมนต์

       ขันธปริตรนี้กล่าวถึงอานุภาพของเมตตาเหมือนเมตตสูตร

       ในเมตตสูตรกล่าวถึงเมตตาที่ใช้กับคน

       แต่ในขันธปริตรเป็นการผูกมิตรกับงูทุกชนิดและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการแผ่เมตตาน้อมเอาคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งแล้ว

       นอกจากจะเป็นคาถาสำหรับป้องกันอสรพิษและสัตว์ร้ายแล้ว ยังป้องกันยาพิษได้เช่นกัน ผู้ที่เจริญเมตตา ย่อมได้อานิสงส์ ๑๑ ประการ ดังนี้

       ๑. หลับเป็นสุข คนธรรมดาที่ไม่ได้แผ่เมตตา ย่อมหลับ พลิกกายไปมา และนอนกรนบ้าง ดูแล้วน่าสมเพชเวทนา ส่วนผู้เจริญเมตตาย่อมหลับสบาย หลับสนิทเหมือนเข้าสมาบัติ

       ๒. ตื่นเป็นสุข คนทั้งหลายเมื่อจะตื่นก็ทำเสียงครางบิดกายพลิกไปมาอยู่ ส่วนผู้เจริญเมตตาย่อมตื่นสบาย คือ ไม่มีอาการแปลกๆไม่ง่วงไม่หาว ตื่นมาก็สดชื่น เหมือนดอกไม้แย้มบาน

       ๓. ไม่ฝันร้าย คนทั่วไปเวลานอนมักฝันร้าย เช่น ฝันว่าถูกไล่ฆ่า ถูกหมาไล่กัด หรือกำลังตกเหว ส่วนคนที่เจริญเมตตาแม้จะฝันก็ฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีงาม เช่นฝันว่ากำลังไหว้พระ ไหว้เจดีย์และกำลังฟังธรรม

       ฉะนั้น ใครที่กำลังเครียดหรือนอนไม่หลับ ก่อนนอนให้สวดมนต์แผ่เมตตาบ้าง เพื่อจะได้นอนหลับอย่างมีความสุข

       ๔. คนเห็นก็รัก คือว่าเป็นที่รักที่พอใจของมนุษย์ทั้งหลายใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ เพราะอยู่ใกล้แล้วไม่มีอันตราย รู้สึกอบอุ่น

       ๕. ผีไม่หลอก เป็นที่รักของอมนุษย์และภูตผีปีศาจทั้งหลาย เรียกว่า "คนดีผีคุ้ม'' ไม่มีใครกล้าทำร้าย

       ๖. เทวดาคุ้มครองรักษา คือเทวดาทั้งหลายย่อมรักษาผู้มีเมตตา เหมือนเรื่องพระชาวเมืองสาวัตถีที่ตอนต้นถูกเทวดาปลอมเป็นผีหลอกหลอน นอนไม่หลับ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยเมื่อได้อาวุธคือเมตตา จึงกลับมาอีกครั้ง และอยู่ในป่าอย่างมีความสุข

       ๗. ปลอดภัยจากไฟ อาวุธและยาพิษ เรียกว่า "ตกนํ้าไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม่" แม้อาวุธชนิดใดก็ไม่อาจทำร้ายได้ ไม่ระคายผิว ยาพิษก็ไม่อาจแผ้วพาน แม้อสรพิษร้ายก็ไม่อาจทำร้ายได้

       ๘. จิตเป็นสมาธิตั้งมั่นเร็ว ผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาย่อมเป็นสมาธิได้เร็วกว่าคนที่ยังโกรธอยู่แล้วไปนั่งสมาธิ เพราะจิตเกิดความสงบ มีความอิ่มใจและสุขใจก่อนแล้ว

       ๙. หน้าตาผ่องใส หน้าของผู้นิเมตตานั้น ย่อมนีสีหน้าผ่องใส ยิ่งมองยิ่งเกิดเมตตาตอบ ไม่บูดบึ้งหรือตึงเครียด คนมีเมตตายิ่งอยู่ใกล้ยิ่งมีความสุข

       ๑๐. ตายอย่างมีสิติ คนนิเมตตานั้นแม่ใกล้จะตาย ก็ไปอย่างสงบ ตายอย่างมีสติ ไม่ทุรนทุรายหรือทรมาน

       ๑๑. บั้นปลายชีวิตเกิดในพรหมโลก ผู้นีเมตตานั้นอย่างน้อยแม่ไม่อาจบรรลุคุณวิเศษอันใด เมื่อเจริญเมตตาอยู่เป็นประจำ หากตายไปในขณะที่จิตเป็นสมาธิ นีเมตตา ย่อมนีสุคติภูนิเป็นที่หวัง

       เพราะจิตเบิกบานผ่องใส่ นอนตายตาหลับ
       นี้เป็นประโยชน์ของเมตตาทั้งในเมตตปริตรและขันธปริตร