๓ การต้อนรับ เป็นความดีจริง ควรกระทำ

วันที่ 26 มีค. พ.ศ.2563

๓ การต้อนรับ เป็นความดีจริง ควรกระทำ

 

                        ท่านใช้คำว่า การปฏิสันถารต้อนรับ เป็นความดีจริง ควรกระทำ ตรงนี้ขอขยายความนิดหนึ่ง เพื่อจะได้ลุ่มลึกเข้าไป ในแง่ของการสร้างมิตร ท่านใช้อยู่คำหนึ่ง ใครที่ได้รับการ ต้อนรับจากเราอย่างดี  ท่านผู้นั้นถ้าไม่ใช่คนใจบอด ก็จะกลายเป็นโปสเตอร์ให้กับเรา ใครอย่าได้มาด่าเราว่าเราเลว ท่านผู้นี้จะยืนยันว่า "ไม่จริงละมั้ง ผมเคยไปถึง ที่ทำงาน ของเขานะ เขาไม่ได้เป็นอย่างที่คุณว่า คุณอย่าเพิ่งไปโจมตี เขาสุ่มสี่สุ่มห้านะ เขาเป็นคนดีคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยไปเจอมา" นี่เป็นเพราะอำนาจของการปฏิสันถารต้อนรับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ถ้าใครรับแขกไม่เป็น หรือเป็น เหมือนกันในระดับหนึ่ง ยังไม่ทุกระดับ ก็ฝากตรงนี้ไว้ด้วย เพราะถ้าผิดพลาดตรงนี้ ก็เป็นโปสเตอร์เคลื่อนที่ ด่าเราไป ชาติหนึ่งเหมือนกัน

 

                       คนเรานั้นแปลก เจอกันวันนี้ไม่แน่ว่าตลอดชาตินี้ จะเจอกันอีกไหม  แต่สิ่งใดที่ทำประทับใจ  ถ้าถูกใจก็ชมกัน ชาติหนึ่ง  ถ้าไม่ถูกใจก็ด่ากันชาติหนึ่ง  เรื่องนี้อย่าทำเป็นเล่นไป  เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้ นักบริหารนักปกครองว่า ดูให้ดีเรื่องตรงนี้  ไม่อย่างนั้นยุ่ง จะสร้างมิตรก็สร้างตรงนี้  ถ้าอยากจะได้คู่แค้นก็ได้ตรงนี้ แหละ อีกแง่มมุมหนึ่งคือ การรู้จักเชื้อเชิญคนดี ถึงแม้เขาไม่มาเราก็เชิญคนดีมาถึงที่ทำงานของเรา  ก็เป็นบุญของ เราอย่างหนึ่ง  คือเป็นเครื่องประกันให้เราได้ดีว่า  ถ้าไม่ดีผู้ใหญ่คงมาไม่ถึงบ้านของเราหรอก

 

                      ยกตัวอย่าง ถ้าในหลวง มีพระกรุณาธิคุณเสด็จมา อย่าว่าแต่ไปบ้านของเราเลย ไปในเขตอำเภอที่เราอยู่ ก็เป็นความชื่นใจอย่างหนึ่งของไพร่ฟ้าประชาชน  การต้อนรับเชื้อเชิญมีความดีงามในตัวมหาศาลอย่างนี้

 


                     ในสมัยพุทธกาล แม้แต่กษัตริย์ เขาก็เที่ยวตามหา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงอยู่ที่ไหน  แล้วเชิญเสด็จไป บ้านเมืองของเขาสักครั้งก็ยังดี มีอยู่คราวหนึ่ง  กษัตริย์ลิจฉวีมีปัญหาในเมืองมาก ก็ส่งทูตไปขอเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากแคว้นมคธของ พระเจ้าพิมพิสาร  พระเจ้าพิมพิสารจะขัดก็ขัดไม่ได้ จึงต้องทรงอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไป แต่วันที่ส่งเสด็จ เนื่องจาก พระพุทธองค์เสด็จทางเรือ  พระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จไปส่ง พระพุทธองค์ ไปส่งถึงไหน? ส่งถึงฝังยังไม่พอ ลุยน้ำลงไป ส่งแค่คอ กษัตริย์มีความเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ทางฝังโน้น กษัตริย์ก็เสด็จมารับ กษัตริย์ฝังโน้นลุยน้ำมา ถึงระดับคอเพื่อรับพระ    พุทธองค์  เพราะทรงเห็นว่าเป็นบุคคล ที่ประเสริฐจริงๆ  แล้วพระองค์ก็ประเสริฐจริง  ได้เสด็จไป แก้ไขเรื่องต่างๆ ให้เขาอย่างเรียบร้อย

 

                    เพราะฉะนั้น เมื่อได้รู้ว่าใครเป็นคนดี  มีโอกาส เชื้อเชิญได้ ก็เชื้อเชิญเถอะ เพราะอย่างน้อย

                    ๑) ได้เพิ่มพูนความรู้  

                    ๒) เพิ่มพูนเครดิตของเรา แต่ว่ามีข้อแม้ คือต้องต้อนรับให้เป็น  ถ้าต้อนรับไม่เป็นจะอันตรายหนักเข้าไปอีก

                   

                     มีข้อคิดฝากนิดหนึ่งคือ มีหลายท่านมาถามหลวงพ่อ ว่า "ผมมีลูก อยากให้ลูกมีปฏิภาณ จะฝึกอย่างไร มีบทฝึกปฏิภาณในพระพุทธศาสนาไหม?  มี แต่ส่วนมากไม่รู้ว่า นี่คือบทฝึกปฏิภาณ ฝึกปฏิภาณทำอย่างไร? ก็ฝึกการปฏิสันถารต้อนรับ นี่เอง ลองไปทำดู หลวงพ่อก็โดนฝึกมาแล้วในสมัยเด็ก และก็เคยไป เห็นหลายๆ ครอบครัว  แต่ดั้งเดิมเขาก็ทำอย่างนั้น คือ เมื่อเล็กๆ เวลาลุงป้าน้าอา บางทีก็ครูบาอาจารย์ที่สอนเราที่ โรงเรียนมาเยี่ยมที่บ้าน  สิ่งที่โยมพ่อให้ทำ ไม่ว่าหลวงพ่อ จะไปเล่นอยู่ที่ไหนก็ตาม  จะต้องใช้พี่ไปตาม ใช้คนโน้น คนนี้ไปตาม พอกลับมาถึง ก็มากราบ มาไหว้ตามสมควร แก่ฐานะ ตักน้ำดื่มให้แขกเสร็จ แล้วรายงานตัวด้วย ตัก น้ำดื่มนั้นเป็นหน้าที่  ยังไม่พอ  พ่อใช้ให้รายงานตัวด้วย รายงานว่า ผมชื่อนั้น นามสกุลนั้น เรียนอยู่ที่โรงเรียนนั้น อยู่ชั้น ครูประจำชั้นชื่ออะไร สอบเทอมที่แล้วนั้นเป็นอย่างไร ถูกบังคับให้รายงาน ดูผิวเผินเหมือนไม่ได้อะไร

 

                      แต่จริงๆ แล้วได้ เพราะ ตรงนี้  ถ้าผู้ใหญ่ที่เขาเอ็นดูเด็ก เขาจะซักเรื่องการเรียน ตอนนี้ปฏิภาณของเราเริ่มมาแล้ว บางทีมีปัญหาเรื่องสนุก อะไรก็ไม่รู้ เขาเอามาแหย่สารพัดเรื่อง  เราก็ต้องตอบให้เป็น และแสดงให้เห็นว่าเราให้ความเคารพเกรงใจท่านอยู่ด้วย ปฏิภาณของเรามันจะมาจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้สอนลูกให้รับแขกขอเตือนว่าพลาดแล้ว เพราะปฏิภาณของเด็กมาจากตรงนี้ ข้อมูลทั้งหลายมาจากตรงนี้ ยิ่งกว่านั้นถ้าให้ดี หลวงพ่อเคยไปเจอบางบ้าน เขาทำดีมากๆ แล้วหลังโยมพ่ออาตมาก็เลยทำตามคือ หลังจาก ที่ถูกแขกซักถามแล้ว เดี๋ยวเถอะผู้ใหญ่จะบอกเลยว่าคุณลุง คนนี้ คุณป้าคนนี้มีคุณสมบัติดีอย่างไร เช่น เป็นนายอำเภอ ชั้นเยี่ยมเลย เป็นผู้พิพากษาชั้นเยี่ยม เป็นแพทย์ชั้นเยี่ยม แต่ละท่านมีความดีอย่างนั้นๆ แล้วภาพเหล่านี้จะประทับลง ไปในใจของเด็กด้วยว่า "ถ้านายอำเภอชั้นดี ผู้พิพากษาชั้นดี นายแพทย์ชั้นดี ต้องมีบุคลิกอย่างนั้น"

 

                    ถึงแม้รายละเอียด ไม่ได้ แต่จะได้ภาพจริงๆ แล้ว ภูมิปฏิภาณจะถูกฝึกกัน ตั้งแต่ตรงนี้ ยังไม่พอ คือพวกเราทุกคนนั้นก็อยากจะให้ลูกของ เราดูคนออกว่า  คนนั้นดี  คนนี้ไม่ดี  ก็อยากจะให้ลูกรู้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สอนลูก  แล้วมาบ่นว่า "ลูกของเรามันโง่ จังเลย"  ต้องบอกว่าไม่ใช่ลูกโง่  แต่พ่อมันไม่ยอมสอนลูก หลวงพ่อเคยได้ยินมากับหู แล้วก็ถูกฝึกมาตั้งแต่เล็ก และลุงป้าน้าอาเขาก็ทำกันมาอย่างนั้น  คือเวลาพรรคพวก ของโยมพ่อมาเยี่ยม  ก็อย่างที่ว่า คนเราอยู่ในวงการธุรกิจ ก็มีทั้งเพื่อนดี เพื่อนแสบ  เวลาพรรคพวกแสบๆ มานั่ง ทำงานอยู่กับโยมพ่อ  เราเป็นเด็กก็กำลังอ่านหนังสืออยู่กับ พ่อ อยู่ดีๆ พ่อก็ทำเสียงเอ็ดขึ้นมาเลย "ลูก ผู้ใหญ่เขาจะ คุยธุระกัน ไป! " พ่อทำเสียงเอ็ด เราต้องรีบไป อยู่ไม่ได้ล่ะ 


                    วันหลังพอโตขึ้นมาหน่อย เห็นคนท่าทาง อย่างนี้เข้ามาในบ้าน เราอยู่ในบ้านก็รีบไป เดี๋ยวโดนไล่ แต่ว่าถ้าวันไหนเห็นท่าทาง อย่างโน้นมา ไม่ว่าเล่นอยู่ที่ไหน ก็ต้องรีบกลับมาจัดหาน้ำ ให้  เด็กจะเริ่มดูคนออกก็ตั้งแต่ตรงนี้บทฝึกง่าย ๆ แต่เราไม่ค่อยได้ฝึกให้ลูก  บางทีเรา เองก็ไม่ได้ทำกับภรรยาของเราเอง บางทีก็ไม่ได้ทำ  กับคนใช้ก็ไม่ได้สอนมัน แล้วบอกว่า "คนใช้บ้านผมมันแย่จัง เลย มันต้อนรับแขกไม่เป็น มันไล่แขก"  ซักเข้าจริงๆ คือ เราไม่ได้สอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงบอกว่า  นักบริหารนักปกครอง  นักวิชาการ ผู้นำทาง ความคิดทั้งหลายต้องไปทำให้ดี 

 

จากหนังสือ สัมมาทิฏฐิ รากฐานการพัฒนาชีวิต

                                                                                โดยคุณครูไม่เล็ก
 

 Total Execution Time: 0.0011232336362203 Mins